ข้อมูลเชิงลึกศาสตร์ Vojta Theraphy

  การรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพความผิดปกติของการควบคุม การทรงตัว และการเคลื่อนไหวร่างกายนั้น มีความซับซ้อนและมักใช้เวลาในการรักษายาวนานกว่าจะได้ผล โดยเฉพาะในเมื่อความผิดปกตินั้นเกี่ยวเนื่องกับความบกพร่องของสมอง การบำบัดรักษาจะต้องเริ่มให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงจะประสบผลสำเร็จที่ดี การรักษาความผิดปกติในด้านการควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายของทารกตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นนั้นสามารถสำเร็จได้ หากใช้เทคนิคการบำบัดแบบวอยตา

ช่วง ค.ศ. 1950-1970 ศาสตราจารย์นายแพทย์วาคลาฟ วอยตา อายุรแพทย์และกุมารแพทย์ระบบประสาท ได้พัฒนาหลักการบำบัดแบบวอยตา ซึ่งปัจจุบันนำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ระบบประสาท และผู้ป่วยเด็ก นายแพทย์วอยตาค้นพบรากฐานของหลักการบำบัดแบบใหม่ซึ่งเรียกว่า “การเคลื่อนไหวแบบรีเฟล็กซ์” ในระหว่างที่ท่านกำลังแสวงหาแนวทางใหม่ในการบำบัดรักษาเด็กสมองพิการ (Cerebral palsy) โดยพบว่า หากท่านใช้สิ่งเร้าที่จำเพาะร่วมกับการจัดท่าทางของผู้ถูกกระตุ้นให้เหมาะสมจะสามารถกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการเคลื่อนไหวแบบอัตโนมัติของแขน ขาและลำตัวของผู้ถูกกระตุ้นได้ โดยปฏิกิริยาที่ตอบสนองนั้นจะเหมือนเดิมทุกครั้ง นอกจากนี้ยังพบว่ารูปแบบของการเคลื่อนไหวของร่างกายที่เป็นผลของการตอบสนองต่อการกระตุ้นนี้เป็นลักษณะที่จำเป็นต่อการเคลื่อนร่างกายไปข้างหน้า เช่น การเดินและการคลาน ท่านมีสมมติฐานว่ารูปแบบการเคลื่อนไหวของร่างกายเหล่านี้มีมาแต่กำเนิด ซึ่งพิสูจน์ได้จากการที่ท่านสามารถกระตุ้นทารกแรกเกิดที่สมบูรณ์แข็งแรงให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบรีเฟล็กซ์ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดอัตโนมัติในวัยต่างๆขึ้นมาได้ ตามความเห็นของท่าน ในเด็กสมองพิการรูปแบบการเคลื่อนไหวแต่กำเนิดนี้ถูกขัดขวางในช่วงที่สมองกำลังพัฒนาการเคลื่อนไหว การค้นพบนี้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาระบบการบำบัดแบบองค์รวมแก่ทารก เด็ก และผู้ใหญ่ที่มีความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานในการพัฒนาระบบการวินิจฉัยเพื่อคัดกรองเด็กที่มีท่าทางและการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติได้ในระยะต้นอีกด้วย
ปัจจุบันทีมผู้สอนประกอบด้วยนักกายภาพบำบัดและแพทย์ โดยบางท่านได้รับการสอนจากนายแพทย์วอยตาโดยตรง มีองค์กรวอยตานานาชาติ (International VOJTA Gesellshafte.V.-IVG) เป็นตัวแทน IVG ได้ผลิตนักบำบัดทางวอยตาและแพทย์ทางวอยตาไปทั่วโลกมามากกว่า 35 ปี ทั้งนี้การบำบัดด้วยเทคนิควอยตาประสบผลสำเร็จในการรักษาเด็กและผู้ใหญ่ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวและพัฒนาการหลายพันคน
ในหน้าถัดไป เราจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักการบำบัดแบบวอยตา เพื่อช่วยให้ท่านมีความเข้าใจเกี่ยวกับการบำบัดด้วยวิธีนี้ต่อไป
ศาสตราจารย์ นายแพทย์วาคลาฟ วอยตา
ผู้ค้นพบการเคลื่อนไหวจากรีเฟล็กซ์และผู้ก่อตั้งการวินิจฉัยและการบำบัดด้วยแนวทางวอยตา ศาสตราจารย์ นายแพทย์วาคลาฟ วอยตา อายุรแพทย์ทางระบบประสาทและกุมารแพทย์ (เกิด 12 กรกฎาคม คศ.1917) ที่ Mokrosuky โบฮีเมีย เชคโกสโลวาเกีย ถึงแก่กรรม วันที่ 12 กันยายน คศ. 2000 ที่เมืองมิวนิค เยอรมนี) อพยพมายังเยอรมนีเมื่อ คศ.1968 ได้ทำงานที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยทางออร์โธปิดิกส์ที่เมืองโคโลญจ์ และที่ศูนย์พัฒนาเด็กเมืองมิวนิค และตั้งแต่ปี 1990 ได้สอนที่มหาวิทยาลัยคาร์ลสในกรุงปราก นายแพทย์วอยตา ได้รับรางวัลและเกียรติยศมากมายทางด้านวิทยาศาสตร์ หนึ่งในนั้นคือรางวัล Heine – Preis ซึ่งเป็นรางวัลที่มีเกียรติมากที่สุดทางด้านออร์โธปิดิกส์ของเยอรมนี
กุญแจสำคัญ: รูปแบบการเคลื่อนไหวที่มีมาแต่กำเนิด
การเคลื่อนไหวที่ปกติ เช่น การเอื้อม กำมือ ยืน เดิน ตามแนวคิดวอยตาไม่ได้เกิดจากการเรียนและการฝึกฝนในท่านั้นๆ แต่การบำบัดแบบวอยตา จะกระตุ้น “รูปแบบการเคลื่อนไหวที่มีแต่กำเนิดและสะสมไว้” ให้ “ส่งออก” มาเป็นการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กันของกล้ามเนื้อลำตัวและกล้ามเนื้อแขนขาในขวบปีแรก เด็กที่สุขภาพแข็งแรงจะมี “ชุดการเคลื่อนไหวแบบพื้นฐานของมนุษย์” ที่พร้อมจะประกอบขึ้นให้เกิดการทรงท่าในท่ายืนลำตัวตั้งตรงและเกิดการเคลื่อนไหวที่เริ่มจากการกำมือไปสู่การพลิกตัวและคลานสี่ขาจนกระทั่งเดินได้อย่างอิสระ ส่วนผู้ที่มีความบกพร่องของระบบประสาทส่วนกลาง รวมทั้งอวัยวะที่ใช้ทรงตัวและเคลื่อนไหว จะนำรูปแบบการเคลื่อนไหวที่มีมาตั้งแต่เกิดนี้ออกมาใช้เองตามธรรมชาติได้อย่างจำกัด
ชุดการเคลื่อนไหวแบบพื้นฐานของมนุษย์
วอยตาได้พัฒนาวิธีการบำบัดแบบหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า การกระตุ้นการเคลื่อนไหวแบบรีเฟล็กซ์ เพื่อส่งเสริมรูปแบบการเคลื่อนไหวพื้นฐานให้เกิดมีขึ้น พร้อมจะนำเอาไปใช้ในการเคลื่อนไหวดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นแม้ในคนที่มีความบกพร่องของระบบประสาทส่วนกลางและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวก็อาจกระตุ้นการเคลื่อนไหวแบบรีเฟล็กซ์ขึ้นมาได้แม้เป็นเพียงบางส่วนก็ตาม ในการบำบัดดังกล่าว นักบำบัดจะจัดท่าผู้ป่วยให้นอนคว่ำ นอนหงาย หรือนอนตะแคง จากนั้นจะกดลงบนส่วนของร่างกายตามจุดที่กำหนดไว้ (โซน) ซึ่งจะทำให้เกิดการตอบสนองแบบอัตโนมัติในคนทุกวัยตามรูปแบบของการเคลื่อนไหวแบบรีเฟล็กซ์ ซึ่งจัดเป็นชุดการเคลื่อนไหวแบบพื้นฐานของมนุษย์ซึ่งมีอยู่ 2 ชุดเรียกว่า การคืบแบบรีเฟล็กซ์ (reflex creeping) และการพลิกตัวแบบรีเฟล็กซ์ (reflex rolling) การเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นรีเฟล็กซ์ หมายความว่า ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยความตั้งใจของผู้ป่วย แต่ต้องอาศัยสิ่งเร้าที่ถูกต้องตรงตามเทคนิคการกระตุ้น
ผลของการกระตุ้น
การเคลื่อนไหวทั้ง 2 ชุดนี้ มีองค์ประกอบพื้นฐานซึ่งพบในการเคลื่อนไหวทุกรูปแบบดังนี้ การควบคุมการทรงตัวโดยอัตโนมัติในขณะเคลื่อนไหว (การควบคุมการทรงท่า), การตั้งหรือเหยียดของลำตัว ต้านแรงดึงดูดของโลก, การเคลื่อนไหวแขนขา ตัวอย่างเช่น การกำมือ การเอื้อมแขน และการก้าวย่างขา อาจถือได้ว่าการกระตุ้นการเคลื่อนไหวแบบรีเฟล็กซ์ให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นวิธีการส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทที่เคยถูกจำกัดระดับการทำงานให้เป็นไปได้คล่องตัวหรือถึงกับมีการเชื่อมโยงในระบบประสาทระหว่างไขสันหลังและสมองขึ้นใหม่ได้ เมื่อชุดการเคลื่อนไหวแต่กำเนิดนี้ได้รับการกระตุ้นด้วยการบำบัด กล้ามเนื้อที่ทำงานนอกเหนือคำสั่งของสมองซึ่งต้องใช้ทำกิจกรรมประจำวันจะพร้อมใช้งานทั้งที่อยู่รอบกระดูกสันหลัง ที่แขน ขา มือ เท้า และใบหน้า เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางบวกโดยมีการทรงตัวและการเคลื่อนไหวที่เกิดเองได้จากการกระตุ้นดังกล่าว แต่จะมากน้อยเพียงใดขึ้นกับโรคของผู้ป่วย นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหวจะมีความสามารถด้านการติดต่อและสื่อสารที่ดีขึ้น
ยิ่งรักษาได้เร็วก็ยิ่งดีขึ้น
การบำบัดแบบวอยตา สามารถทำได้ตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงวันสูงอายุ แต่ด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันดังนี้
ในทารกแรกเกิด ระบบประสาทส่วนกลางยังปรับตัวได้ง่ายเส้นทางการสั่งการของสมองเพียงแค่ถูกขัดขวาง แต่ยังใช้การขึ้นพื้นฐานได้ เด็กมักใช้การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ (รูปแบบการทดแทน) เมื่อต้องการติดต่อกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ต้องการยกตัวต้านแรงโน้มถ่วง หรือต้องการเคลื่อนตัวไปข้างหน้า แต่การเคลื่อนไหวที่ผิดปกตินี้ยังไม่ถูกเก็บตรึงไว้โดยถาวรในระบบประสาท
ในเด็กเล็ก เด็กนักเรียนและวัยรุ่น การบำบัดแบบวอยตา มีผลดีต่อกระบวนการเจริญเติบโตโดยสมบูรณ์ของระบบประสาท
ในผู้ใหญ่ การบำบัดจะชักนำให้ร่างกายดึงท่าทางการเคลื่อนไหวของเดิมที่ปกติมาใช้ โดยมีจุดประสงค์ที่จะหลีกเลี่ยงผลอื่นที่ตามมา เช่น ความปวด ข้อติด หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
วิธีของ วอยตา: การกระตุ้นโดยไม่ต้องฝึกฝน
การกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบรีเฟล็กซ์ตามวิธีของวอยตา เริ่มจากการจัดท่าหลัก 3 ท่า คือ นอนคว่ำ นอนหงาย และนอนตะแคง จากนั้นกระตุ้นที่โซนหรือจุดซึ่งมี 10 โซนกระจายตามลำตัว แขนและขา รูปแบบการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นมี 2 รูปแบบ คือ การพลิกตัวแบบรีเฟล็กซ์ (reflex rolling) และการคืบแบบรีเฟล็กซ์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการกระตุ้นแบบรวมโซนต่างๆ ที่แตกต่างกัน หรือสลับเปลี่ยนระหว่างการกดและการดึง สิ่งที่สำคัญคือ การจัดท่าให้แขนขาทำมุมกับลำตัวต้องเหมาะสม รวมทั้งการให้แรงต้านการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะการต้านเฉพาะส่วนของร่างกายในบางจังหวะของการเคลื่อนไหว เช่น การคงแรงต้านไว้ในช่วงที่เด็กหันศีรษะในท่าคืบแบบรีเฟล็กซ์ ผลที่ตามมา คือ กล้ามเนื้อตรงบริเวณที่ถูกแรงต้าน จะพัฒนาเป็นการเกร็งตัวเพิ่มขึ้น โดยความยาวกล้ามเนื้อไม่หดสั้น ที่เรียกว่า การหดตัวแบบไอโซเมตริก นอกจากนี้ กล้ามเนื้อที่อยู่ไกลจากบริเวณที่ถูกแรงต้านจะทำงานเพิ่มขึ้นด้วย เช่น บริเวณท้องหลัง แขนขา
การคืบแบบรีเฟล็กซ์ (Reflex creeping)
เป็นการเคลื่อนไหวแบบลำดับซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้ 1.การควบคุมท่าทางของร่างกายที่จำเพาะ 2.การพยุงตัวต้านแรงดึงดูดของโลก และ 3.การก้าวย่างของแขนขาอย่างมีจุดมุ่งหมาย ท่าเริ่มต้น คือ ท่านอนคว่ำ ศีรษะหันไปด้านข้าง


หลักการเดียว หลายรูปแบบ
การเคลื่อนไหวแบบลำดับที่เกิดจากรีเฟล็กซ์นี้สามารถกระตุ้นให้เกิดเมื่อไรก็ได้ จากท่าเริ่มต้นพื้นฐาน 3 ท่า ยังมีท่าที่หลากหลายถึง 30 รูปแบบ ซึ่งเกิดจากการผสมผสานและดัดแปลงของการเลือกโซน แรงต้านที่ใช้ การเปลี่ยนทิศของแรงที่กดและมุมการวางข้อต่อแม้เพียงเล็กน้อย แบบการรักษาจะถูกปรับให้เข้ากับแต่ละโรคและจุดประสงค์ของการรักษา
ในทารกแรกเกิด อาจใช้เพียง 1 โซน ก็สามารถกระตุ้นชุดการเคลื่อนไหวของการคืบแบบรีเฟล็กซ์ได้ครบชุด แต่ถ้าเป็นเด็กโตและผู้ใหญ่ต้องใช้การกดหลายๆโซนรวมกัน
การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเรียกว่า “รูปแบบกากบาทหรือตรงกันข้าม” กล่าวคือ ขาขวาและแขนซ้ายเคลื่อนไหวพร้อมกัน ขาอีกด้านหนึ่งและแขนด้านตรงกันข้ามทำหน้าที่พยุงลำตัวและเคลื่อนลำตัวไปข้างหน้า ผู้บำบัดให้แรงต้านศีรษะเด็กที่พยายามจะหันมา การกระทำนี้จะเพิ่มการกระตุ้นกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย และสร้างเงื่อนไขของร่างกายให้พร้อมสำหรับการพยุงและเหยียดตัว
จุดประสงค์จำเพาะของการกระตุ้นการคืบแบบรีเฟล็กซ์ มีดังนี้
กระตุ้นให้เกิด การพยุงตัว และกลไกการยกตัวตั้งขึ้น ร่วมกับการก้าว
กระตุ้นกล้ามเนื้อการหายใจ กล้ามเนื้อท้อง และกระบังลมของเชิงกราน รวมถึงหูรูดของกระเพาะปัสสาวะ และทวารหนัก
การเคี้ยวและกลืน (สำหรับผู้ที่มีปัญหา)
การเคลื่อนไหวของลูกตา
การพลิกตัวแบบรีเฟล็กซ์ (Reflex rolling)
เริ่มจากท่านอนหงายไปอยู่ในท่านอนตะแคงและจบในท่าคืบคลานในเด็กอ่อนที่แข็งแรงเราจะสังเกตเห็นว่าบางส่วนของการเคลื่อนไหวตามลำดับนี้จะถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นเองในช่วงอายุประมาณ 6 เดือน ส่วนอื่นที่เหลือจะเกิดขึ้นในเดือนที่ 8-9 การบำบัดแบบวอยตา สามารถกระตุ้นให้เกิดชุดการเคลื่อนไหวขึ้นได้แม้ในทารกแรกเกิด การบำบัดด้วยท่าพลิกตัวแบบรีเฟล็กซ์ มีหลายระยะ และเริ่มกระตุ้นได้จากท่านอนหงายหรือนอนตะแคง
ระยะที่ 1
ระยะที่ 1 เริ่มจากท่านอนหงาย แขนและขาเหยียด เมื่อกดบนโซนอก (ระหว่างซี่โครงที่ 7-8) จะกระตุ้นให้มีการพลิกตะแคงตัวได้ การหันศีรษะของเด็กจะถูกยั้งจากผู้บำบัดด้วยการให้แรงต้านที่ศีรษะเด็ก
ปฏิกิริยาสำคัญที่เกิดขึ้น คือ
กระดูกสันหลังเหยียด
ข้อสะโพก ข้อเข่า และข้าเท้างอ ดึงให้ท่อนขาอยู่ในท่าตั้งงอต้านแรงดึงดูดโลก และอยู่ภายนอกฐานรองรับน้ำหนักซึ่งหมายถึงหลังการเตรียมพร้อมของแขนเพื่อทำหน้าที่พยุงรับน้ำหนักร่างกาย
การเคลื่อนไหวของลูกตาไปข้างหน้า
การกลืนเริ่มขึ้น
การหายใจที่ลึกขึ้น
การกระตุ้นกล้ามเนื้อท้องให้แยกแยะจังหวะการหดตัวและให้ทำงานสัมพันธ์กัน
ระยะที่ 2
ระยะที่ 2 ของการกระตุ้นการพลิกตัวแบบรีเฟล็กซ์ เริ่มจากท่านอนตะแคง จะเห็นลำดับของชุดการเคลื่อนไหวเมื่อเด็กทำกิจกรรมเหล่านี้เอง: พลิกคว่ำ คืบ และเกาะเดินไปข้างๆรอบเฟอร์นิเจอร์ ในท่านอนตะแคง แขนขาที่อยู่ด้านล่างจะเป็นตัวพยุงร่างกาย และดันให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปข้างบนและข้างหน้าในแนวต้านแรงดึงดูดโลก พร้อมกันนี้เกิดการกระตุ้นกล้ามเนื้อแบบก้าวหน้า ส่งผลให้มีการย้ายจุดพยุงตัวของแขนที่อยู่ด้านล่างจากหัวไหล่ไปข้อศอกและสุดท้ายไปที่มือจนสามารถพยุงรับน้ำหนักที่มือได้ ชุดการเคลื่อนไหวระยะที่สองสมบูรณ์เมื่อทารกพลิกมาอยู่ในท่าคืบคลานโดยน้ำหนักตกที่มือและเข่าทั้งสองข้าง หมายถึงระยะที่สองสิ้นสุดลง
ปฏิกิริยาที่สำคัญมีดังนี้
แขนขาทั้งด้านบนและด้านล่างเคลื่อนไหวงอเหยียดในทิศตรงกันข้ามพร้อมกับมีการเพิ่มการพยุงตัวของแขนด้านล่างตั้งแต่หัวไหล่ไปถึงมือ และเพิ่มการพยุงตัวของขาด้านล่างตั้งแต่กระดูกเชิงกรานไปถึงด้านนอกของขา 
(ดูรูป)
กระดูกสันหลังเหยียดตลอดช่วงของการพลิกตัว
ศีรษะจะยกในท่าตะแคง ต้านแรงดึงดูดโลก
หลังจบการรักษานี้ โปรแกรมท่าทางการเคลื่อนไหวที่ถูกเก็บเข้าสมองจะยังคงทำหน้าที่อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้น หากต้องหารให้ร่างกายดึงท่าทางการเคลื่อนไหวนี้ออกมาใช้ได้เองตลอดวัน จะต้องทำการรักษาซ้ำหลายช่วงเวลาอย่างสม่ำเสมอ จนก่อให้เกิดการพัฒนาของการทรงท่า การเคลื่อนไหว รวมทั้งการรับรู้ที่คงอยู่ได้นาน
สรุปผลที่เกิดขึ้น
ลำดับของการเคลื่อนไหวแบบรีเฟล็กซ์ตามแบบวอยตาดังที่กล่าวมานั้น ประกอบด้วยท่าทางการเคลื่อนไหวพื้นฐานตามพัฒนาการปกติของมนุษย์ การรักษาผู้ป่วยต้องรักษาให้เหมาะสมกับพื้นฐานโรค ศักยภาพ รวมทั้งข้อจำกัดของแค่ละคนด้วย ผลจากการบำบัดแบบวอยตา ที่กว้างขวางนี้เองจึงมีผลประโยชน์ต่อผู้ป่วยหลายๆโรค ตัวอย่างเช่น ภาวะสมองพิการในเด็ก กระดูกสันหลังคด ข้อสะโพกเจริญผิดรูปหรือเลื่อน แม้ในผู้ที่มีปัญหาจากระบบประสาทส่วนกลางจนไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ ความสามารถด้านการพยุงลำตัว ตั้งตรงและการสื่นสารยังเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น อาจสรุปว่าการบำบัดวอยต้า ใช้ได้ในผู้ป่วยดังนี้
กระดูกและกล้ามเนื้อ
กระดูกสันหลังจะเลือกเหยียดและหมุนเป็นส่วนได้ ส่งผลให้มีการเคลื่อนไหวตามกิจกรรมที่ต้องการได้
ศีรษะสามารถเคลื่อนไหวได้อิสระมากขึ้น
น้ำหนักตกที่ศูนย์กลางของข้อต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อสะโพกและข้อไหล่ ท่าทางที่ผิดปกติจึงลดลง
มือและเท้าทำหน้าที่พยุงรับน้ำหนักหรือหยิบจับด้วยช่วงการเคลื่อนไหวที่กว้างขึ้น และสามารถใช้ได้หลากหลายเป็นไปตามจุดประสงค์การใช้งานมากขึ้น
บริเวณหน้าและปาก
การดูด การกลืน การเคี้ยว จะง่ายขึ้น
การเคลื่อนไหวของลูกตาเป็นไปตามจุดหมายที่มอง เป็นอิสระต่อการเคลื่อนของศีรษะ
เสียงจะดังและมีพลังมากขึ้น
การออกเสียงง่ายและชัดเจนขึ้น
การหายใจ
ช่องอกจะขยาย
การหายใจลึกและสม่ำเสมอขึ้น
ระบบประสาทอัตโนมัติอื่นๆ
ผิวหนังมีเส้นเลือดฝาด
วงจรการตื่น-หลับดีขึ้น
ลำไส้และกระเพาะปัสสาวะจะถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น
การรับรู้
ปฏิกิริยาเพื่อรักษาความสมดุลของการทรงท่าดีขึ้น
การรับรู้ตำแหน่งของร่างกายดีขึ้น 
การรับความรู้สึก หนาว เย็น อุ่น แหลม หรือทู่ ถูกต้องมากขึ้น 
การจดจำรูปแบบและโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการคลำ(Stereognosis) ดีขึ้น
มีความจดจ่อต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานขึ้น และรับต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น
จิตใจ
ผู้ป่วยเหมือนกับเด็กทั่วไปมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น และมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์มากขึ้น
การประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง
การบำบัดแบบวอยต้า เป็นวิธีการบำบัดมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกสภาพปัญหาการเคลื่อนไหว ตัวอย่างเช่น 
ในทารกที่มีปัญหาการประสานความสัมพันธ์ของระบบประสาทส่วนกลาง
ในผู้ที่มีปัญหาการเคลื่อนไหวจากความบกพร่องที่สมอง เช่น ภาวะสมองพิการ (Cerebral palsy)
ในผู้ที่แขนขาอ่อนแรงเหตุจากประสาทส่วนปลายผิดปกติ (เช่น Spine bifida, plexus injury)
ในผู้ที่มีโรคจากความบกพร่องของกล้ามเนื้อ
ในผู้ที่มีโรคของกระดูกสันหลัง หรือการเคลื่อนไหวภายในโพรงไขสันหลังถูกจำกัด เช่นสันหลังคด
ในโรคทางกระดูกที่มีความบกพร่องที่หัวไหล่ แขน ข้อสะโพกและขา โดยเฉพาะในผู้ที่กำลังเจริญเติบโต
ในผู้ที่มีปัญหาความผิดรูปของข้อสะโพก (ใช้รักษาร่วมกับวิธีอื่น)
ในผู้ที่มีปัญหาของการหายใจ การเคี้ยว และการกลืน 
การบำบัดแบบวอยต้า ห้ามใช้ใน
ช่วงที่มีไข้เฉียบพลัน หรือมีอาการอักเสบ
โรคเฉพาะ เช่น กระดูกเปราะ (osteogenesis imperfecta)
โรคหัวใจ และโรคกล้ามเนื้อบางอย่าง
หญิงตั้งครรภ์
การดำเนินการ: ทีมงาน
การบำบัดแบบวอยต้า จะประสบผลสำเร็จได้ ต้องทำการบำบัดวันละคลายๆครั้ง (ได้ถึงวันละ 4 ครั้ง) แต่ละครั้งใช้เวลา 5-20 นาที ผู้ปกครองจึงเป็นส่วนสำคัญ เนื่องจากสามารถให้การบำบัดได้ทุกวัน
นอกเหนือจากการวินิจฉัยแล้ว ปัจจัยที่ทำให้การบำบัดรักษามีประสิทธิภาพและสำเร็จได้คือ ความหนัก ความถูกต้องของวิธีการ และความถี่ของการบำบัด หลังจากแพทย์แนะนำให้เลือกการบำบัดแบบวอยต้าแล้ว ผู้บำบัดจะร่วมกับผู้ปกครองตั้งโปรแกรมรวมทั้งเป้าหมายที่จำเพาะกับผู้ป่วยแต่ละคน การชี้แนะให้ผู้ปกครองทราบเทคนิคการรักษาควรรักษาควรเริ่มโดยเร็ว เพื่อให้สามารถบำบัดที่บ้านจนได้ความหนักและความถี่ที่ต้องการ เนื่องจากอาจใช้ระยะเวลาบำบัดต่อเนื่องเป็นสัปดาห์จนถึงเป็นเดือน ในบางกรณีเป็นปี ดังนั้น นักบำบัดทางวอยต้า จึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนผู้ปกครองให้พัฒนาตนเป็นผู้บำบัดลูกของตนเอง โดยการซักซ้อมและทบทวนโปรแกรมการบำบัด (เช่น ปริมาณการบำบัด หรือช่วงใดที่ควรพัก) กับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอและเพิ่มเติมส่วนขาดให้สอดคล้องกับระดับการพัฒนาของเด็กและความสามารถของผู้ปกครอง
ทารกและเด็กเล็กในช่วงที่รับการบำบัดแบบวอยตา
แม้การกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบรีเฟล็กซ์สำหรับทารกและเด็กเล็กเป็นสิ่งที่เด็กไม่คุ้นเคยและก่อให้เกิดความเครียด แต่ให้ประสิทธิผลการรักษาสูง การกระตุ้นถึงระดับที่ได้ผลดี มักทำให้เด็กร้องไห้เป็นธรรมดาที่ผู้ปกครองจะกังวลและคิดว่าเด็กเจ็บ จึงควรทำความเข้าใจกับผู้ปกครองว่า การร้องไห้ของเด็กในช่วงอายุนี้เป็นเครื่องมือของการแสดงออกที่สำคัญและเหมาะสม เพื่อตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นที่ไม่คุ้นเคยอีกไม่นานหลังจากที่เด็กได้รับการกระตุ้นมาตลอดเด็กจะปรับตัวได้และการร้องไห้จะไม่ดังมาก เด็กอ่อนจะหยุดร้องในช่วงเวลาสั้นๆก่อนจบการรักษา ส่วนในเด็กโตที่สามารถพูดแสดงความรู้สึกของตนเองได้แล้วจะไม่ร้องอีกต่อไป
ผู้ปกครองเป็นผู้ร่วมบำบัด
เช่นเดียวกับการทำกายภาพบำบัดด้วยวิธีการอื่นๆ การบำบัดแบบวอยต้า ต้องการความร่วมมืออย่างมากของผู้ปกครอง ดังนั้นหากผู้ปกครองมีข้อสงสัย เกี่ยวกับวิธีการบำบัดหรือมีความยุ่งยากในการบำบัดด้วยเทคนิคนี้เองที่บ้าน ต้องปรึกษาหารือกับแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดที่ดูแลอยู่จนกระจ่างชัด หลายครั้งที่การพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กอื่นที่ใช้การบำบัดด้วยวิธีนี้อยู่ก็เป็นประโยชน์ลองมองหากลุ่มผู้ปกครอง (Self help group) ในพื้นที่ของท่าน
ประโยชน์ที่ได้อย่างแน่นอน
เกือบ 50 ปีมาแล้วที่มีการใช้การบำบัดแบบวอยต้าพิสูจน์ให้เห็นว่าการบำบัดนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับทารก เด็กเล็กและผู้ใหญ่ที่มีปัญหาการเคลื่อนไหวและพัฒนาการทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาที่เกิดจากสมองและอวัยวะการเคลื่อนไหวบกพร่องลักษณะที่สำคัญและประโยชน์ของการบำบัดทางวอยต้า สรุปได้ดังนี้
การบำบัดแบบวอยต้า มีผลทั่วร่างกายกว้างขวาง
การบำบัดแบบวอยต้านั้นมีผลกระตุ้นต่อระบบประสาทที่เชื่อมโยงส่วนต่างๆของร่างกายตั้งแต่ระดับโครงกระดูก กล้ามเนื้อ ไปจนถึงระบบอวัยวะภายใน ทั้งในวงจรประสาทระดับพื้นฐาน ไปจนถึงระบบประสาทส่วนกลางและสมองที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน
การบำบัดแบบวอยต้า ใช้การเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ
แทนการฝึกฝนทักษะที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ทักษะความสามารถที่มีมาตั้งแต่เกิดตามธรรมชาติของผู้ป่วยนั้นจะถูกกระตุ้นให้นำออกมาใช้
การบำบัดแบบวอยต้า ผ่านการวินิจฉัยด้วยหลักวิทยาศาสตร์และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าดีจริง
ผลจากการบำบัดแบบวอยต้า ได้รับการพิสูจน์จากการรักษาผู้ป่วยมากมายทั่วโลกตั้งแต่ทารกไปจนถึงผู้ใหญ่ ประเด็นของการเคลื่อนไหวแบบรีเฟล็กซ์ที่สังเกตได้ของวอยต้า ประสิทธิผล และผลสำเร็จของการรักษาล้วนผ่านการวินิจฉัยด้วยหลักวิทยาศาสตร์ และผ่านการรับรองผลมาหลายครั้ง แม้จะยังไม่มีการศึกษาบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนก็ตาม
การบำบัดแบบวอยต้า เหมาะสำหรับเด็ก
นอกเหนือจากช่วงที่ให้การบำบัด ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องเฝ้าสังเกตลูก หรือหาวิธีการแก้ไขท่าทางและการเคลื่อนไหว เด็กจึงมีอิสระในการเคลื่อนไหวอย่างธรรมชาติ ตรงตามที่เด็กสามารถทำได้
การบำบัดแบบวอยต้า เป็นพื้นฐานสำหรับการรักษาอย่างอื่น
การบำบัดแบบวอยต้าชักนำให้เกิดการควบคุมท่าทางและการทรงตัวและการควบคุมการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการที่เด็กจะสื่อสารกับบุคคลรอบตัวไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม นอกจากนี้แล้วยังถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จำเป็นต่อการมีสมาธิจดจ่อเนื่องจากหากเด็กทรงตัวยาก จะไม่มีสมาธิและจะทำให้การบำบัดฟื้นฟูในด้านอื่นๆ เช่น การศึกษาขั้นต้น การฝึกพูด การฝึกกิจกรรมบำบัดต่างๆ เป็นไปได้ยาก
การบำบัดแบบวอยต้า มีผลต่อเนื่อง
รูปแบบของการเคลื่อนไหวที่ถูกกระตุ้นขึ้นมานั้น จะคงอยู่ได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจะนานเพียงไรขึ้นกับสภาวะโรคของผู้ป่วย ในช่วงที่รูปแบบการเคลื่อนไหวยังคงตัวอยู่นั้น ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวด้วยตนเองได้ดีกว่าเดิมเป็นการชั่วคราว ดังนั้นการให้การกระตุ้นเป็นช่วงสั้นๆวันละหลายครั้ง จะมีผลทำให้ระบบประสาทส่วนกลางอยู่ในสภาวะที่ถูกกระตุ้น และสร้างรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ดีได้ตลอดทั้งวัน เป็นการส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการไปสู่ความสามารถช่วยเหลือตัวเองในด้านต่างๆได้ดียิ่งขึ้น
ในระบบประกันสุขภาพของประเทศสหพันธ์สาธารณรัญเยอรมนียอมรับว่าการบำบัดแบบวอยต้า เป็นการรักษาตามมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ ดังนั้นบริษัทประกันสุขภาพจึงให้ความคุ้มครองค่ารักษาในรายการดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้บำบัดต้องเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกฝน และผ่านการสอบประเมินตามมาตรฐานจากองค์การวอยตานานาชาติ โดยมีแพทย์เป็นผู้พิจารณาส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษา
การบำบัดแบบวอยตา มีความประหยัดและคุ้มค่า
การบำบัดทางวอยตามีความประหยัดคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เนื่องจากผู้ปกครองเป็นผู้ให้การบำบัดได้เองที่บ้าน โดยรับคำแนะนำและกำกับอย่างใกล้ชิดจากนักบำบัด
ความเข้มแข็งของอารมณ์จิต
การบำบัดแบบวอยตา ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางบวกของการประสานสัมพันธ์การเคลื่อนไหว เห็นได้จากวิธีการที่เด็กใช้ในการกำวัตถุ การพยุงตัวยืน การเดิน และการพูด สิ่งที่ตามมาหลังบำบัดคือ เด็กจะแสดงความต้องการของเขาได้ง่ายขึ้นและทำให้ผู้อื่นเข้าใจได้มากขึ้น เด็กจะหงุดหงิดน้อยลงจัดการง่ายขึ้น และรื่นเริงขึ้น เด็กโตจะให้ความเห็นว่า หลังการรักษาทางวอยต้า เขารู้สึกเคลื่อนไหว “เบาขึ้น” ความรู้สึกในทางบวกนี้เป็นพื้นฐานนำไปสู่ความสามารถในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นได้ดีขึ้น นอกจากนี้ผู้ปกครองจะใช้การรักษานี้เป็นตัวเชื่อมโยงกับเด็กโดยส่งผ่านความรู้สึกผ่านการสัมผัส เกิดความมั่นคง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและเด็กแน่นแฟ้นขึ้น เปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์เพิ่มขึ้น
ทีมงานกับการรักษาอย่างอื่น
นักบำบัดทางวอยต้า ให้การบำบัดแต่เนิ่นๆ ในทารกและเด็กทั่วๆไป โดยทำงานอย่างเข้มแข็งร่วมกับนักบำบัดอื่นๆ ครู แพทย์ และนักจิตวิทยา การบำบัดแบบวอยต้า มีอิทธิพลในทางที่ดีกับเด็กโดยทำให้เกิดการควบคุมการประสานสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวได้เอง ซึ่งเกิดผลที่ดีขึ้นในด้านการพยุงตัว การคว้าจับและการพูด ผลที่ตามมาคือทำให้เด็กมีทางเลือกที่มากขึ้นในการตอบสนองสภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขา
การบำบัดแบบวอยต้า ยังเป็นพื้นฐานในการนำไปใช้สำหรับการรักษาอื่นๆ และเป็นการช่วยให้เด็กบรรลุผลในการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดต่างๆ ที่จัดโดยนักจิตวิทยา ครู นักแก้ไข  การพูดหรือนักกิจกรรมบำบัด